บทความ

คำวินิจฉัยที่ 4/2563 : สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของหญิง

29/10/2020
1888

Highlight


  • การที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 กำหนดให้หญิงที่ทำให้ตนแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก มีความผิดและโทษอาญา ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของหญิงซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน

          การทำแท้งหรือการยุติการตั้งครรภ์ (abortion) เป็นปัญหาสำคัญที่ปรากฏให้เห็นในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ความยุ่งยากของเรื่องนี้คือการต้องเลือกระหว่างการคุ้มครองสิทธิในชีวิตของ “ทารกในครรภ์” กับสิทธิในชีวิตร่างกายของ “หญิงตั้งครรภ์” หรือ “ผู้เป็นแม่”

          ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า กฎหมายควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องนี้ ? การทำแท้งควรจะเป็นสิทธิของผู้เป็นแม่ หรือกฎหมายควรจะห้ามไม่ให้มีการทำแท้งเพื่อคุ้มครองเด็กที่อยู่ในครรภ์

          ในเรื่องนี้กฎหมายไทยให้น้ำหนักกับการคุ้มครองทารกในครรภ์มากกว่า โดยหลักแล้วการทำให้ตนแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกถือเป็นการกระทำผิดอาญา อย่างไรก็ตาม
กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นเอาไว้ให้สามารถทำแท้งได้เฉพาะกรณีที่นายแพทย์เป็นผู้กระทำ และต้องเป็นกรณีที่จำเป็นต้องทำเนื่องจากสุขภาพของหญิง หรือเป็นกรณีที่หญิงตั้งครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับเพศ เช่น การถูกข่มขืน

          แม้กฎหมายไทยจะกำหนดข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ในบางกรณีแต่ก็มีลักษณะที่ค่อนข้างจำกัดอยู่พอสมควร หากเป็นกรณีที่หญิงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือแม้แต่เป็นกรณีที่อาจจำเป็นต้องทำแท้งเพราะสุขภาพของทารกในครรภ์ ผู้เป็นแม่ก็ไม่มีสิทธิที่จะทำแท้งโดยถูกกฎหมายได้ ทำให้เกิดปัญหาการทำแท้งเถื่อนตามมา

          ในทางปฏิบัติพบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เนือง ๆ โดยมีแพทย์หญิงท่านหนึ่งทำแท้งให้กับสตรีซึ่งมาเข้ารับบริการ ต่อมาแพทย์ท่านนี้ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทำให้แท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ส่วนสตรีที่มาทำแท้งกับแพทย์หญิงรายนี้ก็ถูกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทำให้ตนแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ด้วย

          แพทย์หญิงท่านนี้เห็นว่า กฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำแท้งทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติหลายประการ จึงร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งนี้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของหญิงซึ่งรัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้

          อย่างไรก็ดี แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเห็นว่าเรื่องนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติจริง แต่ก็เห็นว่ากรณีนี้ยังไม่ถือเป็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่จะเสนอไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้ แพทย์หญิงท่านนี้จึงใช้สิทธิยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำแท้งมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

          ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอยู่ว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และมาตรา 28 หรือไม่

          ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักในเบื้องต้นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และมาตรา 28 เป็นบทบัญญัติในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยมาตรา 27 รับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใดจะกระทำมิได้ แต่มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ส่วนมาตรา 28 นั้น เป็นการรับรองสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของบุคคลอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากชีวิตและร่างกายเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวจะต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบสิทธิของบุคคลอื่นด้วย

          ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การทำแท้งหรือการยุติการตั้งครรภ์เป็นปัญหาทั้งในทางสังคม การแพทย์ และกฎหมาย ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับประเด็นทางศีลธรรมและจริยธรรม การที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 กำหนดความผิดและโทษอาญาแก่หญิงที่ทำให้ตนแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ก็เพราะต้องการคุ้มครองทารกในครรภ์ โดยเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของชีวิตมนุษย์ที่กำลังจะเกิดมา

          อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า รากฐานของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยสำคัญอย่างอื่นประกอบด้วย ในกรณีนี้หากมุ่งคุ้มครองสิทธิของทารกในครรภ์อย่างเดียวโดยไม่คุ้มครองสิทธิของหญิงผู้ตั้งครรภ์ ก็อาจส่งผลให้หญิงไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกลิดรอนหรือจำกัดสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติ เป็นสิทธิพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระทบต่อสิทธิของหญิงในการกำหนดเจตจำนงของตน ซึ่งรวมถึงสิทธิในการตัดสินใจว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์ต่อไป

          ในทัศนะของศาลรัฐธรรมนูญ การคุ้มครองสิทธิของทารกในครรภ์และสิทธิของหญิงตั้งครรภ์จะต้องเป็นไปอย่างสมดุล โดยอาจคำนึงถึงระยะเวลาการตั้งครรภ์เป็นเกณฑ์ ดังนั้น การที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ปฏิเสธสิทธิของหญิงโดยปราศจากการกำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่เหมาะสม จึงกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตร่างกายของหญิงเกินความจำเป็น ไม่เป็นไปตามหลักแห่งความได้สัดส่วน และเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 28

          ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้คำวินิจฉัยนี้มีผลเมื่อพ้น 360 วันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

          ทั้งนี้ เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับมาเป็นเวลา 60 ปีแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาการทำแท้งเถื่อนซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตร่างกายของหญิง และเกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากจากความไม่พร้อมของหญิงและเด็กที่เกิดมา ขณะที่ปัจจุบันการแพทย์ได้พัฒนาไปมาก โดยสามารถให้บริการดูแลรักษารองรับการตัดสินใจใช้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของหญิงในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้อย่างสะดวกปลอดภัยแล้ว ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ที่ครอบคลุมและเหมาะสม ศาลรัฐธรรมนูญจึงเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันต่อไป

          คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมต่อไป เพื่อทำให้สิทธิของทารกในครรภ์กับสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ได้รับการคุ้มครองอย่างสมดุล
 
Back to top